ผลการศึกษาร่วมของกลุ่มมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันจันทร์ (18 ต.ค.) พบการตรวจเชื้อและการกักตัวผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ยังคงเป็นยุทธศาสตร์บรรเทาโรคระบาดที่สำคัญสำหรับมหาวิทยาลัยต่างๆ แม้มหาลัยนั้นจะมีอัตราการฉีดวัคซีนให้นักศึกษาร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว

การวิจัยร่วมโดยมหาวิทยาลัยฟลอริดาแอตแลนติก มหาวิทยาลัยดุ๊ก และมหาวิทยาลัยนอร์ธแคโรไลนา ศึกษาข้อมูลจำลองของนักศึกษาระดับปริญญาตรี จำนวน 5,000 คน เพื่อประเมินระดับประสิทธิภาพของวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 และยุทธศาสตร์ด้านการบรรเทาโรคระบาด

ผลการศึกษาในวารสารเจเอเอ็มเอ เฮลธ์ ฟอรัม (JAMA Health Forum) พบว่าหากประชาชนร้อยละ 100 ได้รับวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ที่มีประสิทธิผลร้อยละ 90 การตรวจโรคและการกักตัวจะไม่สัมพันธ์กับการลดลงของจำนวนผู้ป่วยอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ดี หากประสิทธิผลของวัคซีนลดลงเหลือร้อยละ 75 การตรวจโรคทุกสัปดาห์จะสัมพันธ์กับการลดลงของจำนวนผู้ป่วยอย่างมีนัยสำคัญ และหากประสิทธิผลลดลงเหลือร้อยละ 50 การตรวจโรคและการกักตัวจะสัมพันธ์กับการลดลงของจำนวนผู้ป่วยคาดการณ์อย่างชัดเจน

ฟรานซิส มอตตา ผู้นำการวิจัยและรองศาสตราจารย์จากภาควิชาคณิตศาสตร์ มหาวิทยาลัยฟลอริดาแอตแลนติก กล่าวว่า “การค้นพบดังกล่าวบ่งชี้ว่าการตรวจโรคโควิด-19 และการกักตัวผู้ป่วย ยังคงเป็นยุทธศาสตร์บรรเทาโรคระบาดที่มีความสำคัญ แม้นักศึกษาจะมีอัตราการรับวัคซีนร้อยเปอร์เซ็นต์”

“ยุทธศาสตร์บรรเทาโรคโควิด-19 จะช่วยเพิ่มการมีปฏิสัมพันธ์ในกลุ่มประชากรนักศึกษาอย่างจำเป็น ดังนั้นหากไม่มีการตรวจโรค การจำกัดจำนวนผู้ป่วยในสถานศึกษาจะต้องพึ่งพาความสามารถของวัคซีนเป็นหลักเพื่อป้องกันการติดเชื้อและการแพร่เชื้อ” มอตตาทิ้งท้าย